Process Authority กับ Process Engineer ต่างกันอย่างไร?
แม้ Process Authority กับ Process Engineer จะทำงานกับกระบวนการผลิตเหมือนกัน แต่เป้าหมายหลักและขอบเขตความรับผิดชอบมีความแตกต่างกัน
Process Engineer มักเน้นการออกแบบ ปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ ขณะที่ Process Authority เน้นการประเมินว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์หรือไม่
Process Engineer ทำอะไร?
ในโรงงานอาหาร Process Engineer อาจดูแล Flow Rate, Equipment Capacity, Heat Transfer, Pressure Drop, Energy Consumption, Yield, OEE, Process Loss และ Troubleshooting
ตัวอย่างเช่น โรงงานต้องการเพิ่มกำลังการผลิต UHT จาก Flow Rate เดิมไปยัง Flow Rate ที่สูงขึ้น
Process Engineer อาจประเมิน Pump Capacity, Heat Exchanger Performance, Pressure Drop และ Production Output
แต่ยังมีคำถามอีกด้านหนึ่งคือ เมื่อ Flow Rate เพิ่มขึ้น Holding Time จะเปลี่ยนหรือไม่ และ Validated Process เดิมยังครอบคลุมหรือไม่
นี่คือจุดที่ Process Authority สามารถเข้ามามีบทบาท
Process Authority มอง Safety Margin ของ Process
Process Authority จะสนใจว่า Process Condition ที่กำหนดสามารถให้ผลตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลต่อ Critical Process Parameters หรือ Scientific Basis เดิมอย่างไร
ดังนั้น Process Engineer อาจตอบคำถามว่า “เครื่องสามารถเดินได้หรือไม่” ส่วน Process Authority อาจช่วยตอบว่า “เงื่อนไขใหม่ยังอยู่ภายใต้กระบวนการที่ได้รับการประเมินและ Validation หรือไม่”
ทั้งสองฝ่ายควรทำงานร่วมกัน
การเพิ่ม Capacity ที่ดีจึงไม่ควรมองเฉพาะ Productivity
Engineering, Production, QA, R&D และ Process Authority ควรประเมินผลกระทบร่วมกันก่อน Implement Change ที่เกี่ยวข้องกับ Critical Process Parameters
การทำงานร่วมกันช่วยลดความเสี่ยงที่โรงงานจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิต แต่สร้าง Process Gap ด้าน Food Safety โดยไม่ตั้งใจ
เมื่อเข้าใจความแตกต่างของ Process Authority กับ Process Engineer แล้ว บทความต่อไปจะเปรียบเทียบ Process Authority กับ Quality Assurance ซึ่งเป็นอีกฝ่ายที่ทำงานใกล้ชิดกันมาก

